Edit

Sensational Holistic Treatments & Well-being

Opening Hours

Blog

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอดี้คอนเชียสแนะวิธีรับมือกับความเครียด ในยุคโควิด 19

ถึงแม้ว่าพวกเราจะตกอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 มาตั้งแต่ปี 2563 หลายคนยังคงพบว่า การใช้ชีวิตภายใต้วิถีชีวิตแบบ “นิวนอมอล” เป็นเรื่องที่ปรับตัวได้ยากและไม่คุ้นเคย เนื่องจากจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรงและการกลายพันธุ์ของไวรัส จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ภาวะการขาดแคลนเตียงสำหรับรักษาอุปกรณ์ทางการแพทย์และบุคลากรด่านหน้า การปรับแผนการรักษาใหม่ มาตรการที่เคร่งครัดมากขึ้นของรัฐบาล รายได้ที่ลดน้อยลง ความไม่เพียงพอของวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล หรือแม้กระทั่งการถูกให้ออกจากงาน คุณหมอซี หรือ พญ. พัชรนันท์ ศรีพัฒนวัชร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพประจำคลินิกดูแลสุขภาพองค์รวม บอดี้คอนเชียส อธิบายว่าในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องปกติที่เราอาจจะรู้สึกเครียดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ติดเชื้อ ผู้ที่สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

อันดับแรกที่เราควรทำความเข้าใจคือ ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด ต่อมหมวกไตของเราจะทำหน้าที่ หลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดหรือที่รู้จักกันในชื่อฮอร์โมนคอร์ติซอลเข้าสู่กระแสเลือด การหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด เป็นการตอบสนองโดยการสู้หรือหนี (Fight or Flight Response) ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นและระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายเพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน ความเครียดในระดับต่ำหรือปานกลางในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องดีต่อร่างกาย เนื่องจาก สามารถช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ความจำดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง และช่วยให้เราสามารถรับมือกับ สถานการณ์ต่างๆได้ ซึ่งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ก็ถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราเผชิญกับความเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ความเครียดอาจส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ อาทิ การนอนไม่หลับ อ่อนเพลียไม่มีแรง ฮอร์โมนไม่สมดุล กล้ามเนื้อปวดตึง อารมณ์แปรปรวนง่าย รู้สึกไม่พอใจ รับประทานอาหารมากหรือน้อยผิดปกติ รู้สึกไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้นาน มีปัญหาด้านการย่อยอาหารและการขับถ่าย หรือมีระดับภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความเครียดส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจกับความเครียด โดยคุณหมอซีได้แนะนำ 5 วิธีการรับมือกับความเครียดที่ทุกท่านสามารถนำไปปฏิบัติได้

ท่ามกลางวิกฤติโควิด 19 เราควรจะติดตามข่าวสารเฉพาะที่จำเป็น ไม่ควรรับฟังข่าวสารมากจนเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการรับฟังข่าวสารที่อัพเดทแบบเรียลไทม์หรือการเปิดรับข่าวสารผ่านการแจ้งเตือนบนมือถือ แนะนำว่าควรเช็คข่าวสารวันละครั้งถึงสองครั้งต่อวันเพื่อให้พอทราบความเคลื่อนไหวและเป็นการป้องกันไม่ให้รู้สึกหดหู่จากการรับฟังข่าวร้ายที่มากจนเกินไป

นอกจากการจำกัดการรับฟังข่าวสารแล้ว เราควรจะทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ อาทิ นั่งสมาธิ ฝึกเล่นโยคะ ฝึกการหายใจ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อ่านหนังสือ ฟังดนตรี ฟังเสียงของธรรมชาติ หรือฟังคลื่นเสียงบำบัด ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย อาบน้ำอุ่นก่อนนอน จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน และใช้ชีวิตให้ช้าขึ้นเพื่อให้สามารถ ผ่อนคลายความเครียดและความกังวลลงได้บ้าง

การรับประทานอาหารถือว่ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับความเครียด แนะนำว่าควรจะเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่มีสรรพคุณในการช่วยลดความเครียด อาทิ กล้วยหอม ผักใบเขียว ปลาทะเลน้ำลึกที่อุดมไปด้วยไขมันดี อะโวคาโด ไข่ นมที่ทำจากถั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแฟล็กซ์ งา ถั่วพิชตาชิโอ ถั่วอัลมอนต์ เมล็ดบัควีท ข้าวกล้อง ผลไม้ซิตรัส งาขี้ม่อน ดาร์กช็อคโกแลตที่ไม่หวาน ขมิ้น ชาคาร์โมมายล์ หรือชาเขียว นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวก กาแฟ อาหารทอด อาหารหรือขนมที่มีน้ำตาลเยอะ อาหารที่มีรสเค็ม อาหารแปรรูป และ แอลกอฮอล์ เนื่องจากอาหารเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดมากขึ้นแล้วยังสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานลดลงอีกด้วย

อีกวิธีที่จะสามารถลดความเครียดได้คือการนอนหลับพักผ่อน แนะนำว่าสำหรับบุคคลโดยทั่วไปควรจะนอนหลับพักผ่อน ให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 ถึง 9 ชั่วโมงต่อคืน การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอส่งผลดีต่อร่างกายในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น การช่วยลดความเครียด การช่วยเร่งการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อ การเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดวิเคราะห์ ทำให้หัวใจทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงได้อีกด้วย แนะนำว่าเพื่อให้สามารถนอนหลับ ได้ดีขึ้นควรจะลดการดูหน้าจอมือถือที่มีแสงสีฟ้าก่อนการนอนหลับ ลดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานชาหรือกาแฟหลัง ช่วงบ่าย 2 อาบน้ำอุ่นก่อนนอนและพยายามขยับร่างกายในระหว่างวัน

การออกกำลังกายนั้นไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อร่างกายแต่ยังสามารถช่วยให้คุณมีสุขภาพจิตใจที่ดีขึ้นได้อีกด้วย เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยปรับสมดุลทางอามรณ์และเป็นสารในธรรมชาติที่ช่วย ลดความเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างไรก็ตามแนะนำว่าไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมมากจนเกินไป เนื่องจากการออกกำลังกายที่มากเกินไปนั้นมักจะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่นอาจทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น ใช้เวลานานขึ้นในการฟื้นฟูร่างกาย ทำให้นอนไม่หลับ ทำให้ไม่อยากอาหาร ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้น้อยลงและอาจส่งผลให้รู้สึก เหนื่อยล้าอ่อนเพลียมากขึ้นได้

ถ้าหากคุณลองปรับการใช้ชีวิตตามวิธีที่กล่าวมาแล้วแต่ยังคงพบว่าคุณยังประสบกับปัญหาทางด้านการรับมือกับความเครียดและพบว่าความเครียดส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ ความรู้สึกรู้สึกเหนื่อยล้าสะสมหรืออ่อนเพลีย หรือกำลังมีปัญหาทางด้านการย่อย ที่บอดี้คอนเชียสเรามีโปรแกรมการตรวจสุขภาพที่ สามารถเจาะลึกถึงต้นตอของปัญหาความเครียดที่คุณกำลังเผชิญอยู่ร่วมกับการสั่งจ่ายวิตามินแบบเฉพาะบุคคลที่สามารถช่วยลดความเครียดและอาการข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมการตรวจ สุขภาพสำหรับผู้ที่มีความเครียดและรู้สึกอ่อนล้า แบบ Basic Energy Boost Up and Stress Management, โปรแกรมการตรวจสุขภาพแบบ Comprehensive Energy Boost Up and Stress Management, โปรแกรมการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่มีปัญหา ด้านการนอนหลับ Sleep Management, วิตามินอาหารเสริมสูตร เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ วิตามินอาหารเสริมสำหรับ ลดความเครียดและช่วยการนอนหลับ)

Sensational Holistic Treatments & Well-being

BodyConscious is a health center with a difference. We believe in getting to the root cause of why clients are having health challenges.

Contact Us

Opening Hours

Copyright © 2021. All rights reserved.